จาก “ม.ให้อะไร?” ถึง “กูเป็นนักศึกษา” ถึง “มหา’ลัย มหาหลอก”

2 replies [Last post]
Silver
(รชตะ วัฒนวงศ์)

E.61
Silver's picture

จาก “ม.ให้อะไร?” ถึง “กูเป็นนักศึกษา” ถึง “มหา’ลัย มหาหลอก”

โดย พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ

กลางเดือนมิถุนายนหลายๆสถาบันการศึกษาคงเปิดภาคการศึกษาเป็นที่เรียบร้อย
ท่ามกลางบรรยากาศ เพลงเชียร์ การซ้อมลีดฯ ล่ารายชื่อรุ่นพี่ในสมุดเซ็นชื่อ เพื่อนใหม่ ฯลฯ 

เราลองเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า…….มหาวิทยาลัยให้อะไร? ทำไมเราถึงเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัย?
เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยคนหนึ่งบอกว่า หลังจากเรียนจบแล้วเขาจะเรียนต่อปริญญาโททันที โดยให้เหตุผลว่า

“คิดดูนะถ้าเราเรียนจบปริญญาตรี อย่างดีก็ได้เงินเดือน 15,000 บาท ต้องไปเป็นลูกน้องเขาเอาอกเอาใจเจ้านายสารพัด ให้มันโขกสับ แต่ถ้าเราเรียนโท ลงทุนสักสองแสน พอจบมาก็อาจจะได้เงินเดือน 20,000 บาท แค่สองปีเราก็คุ้มทุนแล้ว แถมได้เป็นเจ้าคนนายคนด้วย ทีนี้ล่ะเราจะได้ใช้ไอพวกเด็กจบใหม่บ้าง”

ผมไม่เก่งคณิตศาสตร์ และมันเป็นสมการที่คนโง่เลขอย่างผมไม่ทีทางคิดออก

แต่สิ่งที่ผมคิดออกเรากำลังมองว่า “ใบปริญญา” คือ “วีซ่า” สำหรับการเลื่อนชั้นไปสู่การเป็นอภิสิทธิ์ชน

นักศึกษาต่างหลั่งไหลเข้าคิวขอยื่นพิจารณาวีซ่า แต่ละคนกำลังรออนุมัติจากมหาวิทยาลัยเพื่อให้ได้สิ่งที่ทำให้เขา “ก้าวหน้า”จากชีวิตที่เป็นอยู่

ไม่ได้สอนให้เรียน
แข่งขันอย่างคลั่งบ้า
ไม่ได้สอนคิดบ้าว่าเป็นคนเหนือคน
จบเห็นแก่ตนแต่งงานสืบพันธุ์แล้วตาย

ไม่ได้สอนให้โกงให้กลอกกลิ้ง
ไม่ได้สอนว่าเป็นเทวดา
ไม่ได้สอนให้จบออกมา
เหยียดหยามประชาชน

ไม่ได้ให้ปัญญาเอาไว้คดโกงสังคม
มหา’ลัยสอนไว้ให้เรา
เป็นข้าประชาชน

เพลง “ม.ให้อะไร?” โดย พงษ์สิทธิ์ คำภีร์

 

ในชีวิตนักศึกษาปีหนึ่ง “เฟรชชี่” เรากำลังเริ่มแข่งขันเพื่อตัวเอง เพื่อนำความรู้ความสามารถไปพัฒนาสังคม หรือเรากำลังจะใช้ข้อได้เปรียบตรงนี้ไปเหยียบหัวคนอื่นเพื่อให้ตัวเองสูงขึ้น

จะมีใครไหมที่หลุดจาก “วัฎสังสาร”แห่งนี้?

กูเป็นนิสิต นักศึกษา
วาสนาสูงส่งสโมสร
ย่ำค่ำนี่จะย่ำไปงานบอลล์
เสพ เสน่ห์เกสรสุมาลี

กูเป็นนิสิตนักศึกษา
พริ้ง สง่างามผงาดเพียงราชสีห์
มันสมองของสยามธานี
ค่ำนี้กูจะนาบให้ หนำใจ

กูเป็นนิสิตนักศึกษา
เจ้าขี้ข้ารู้จักกู หรือไหม
หัวเข็มขัด กลัดกระดุม ปุ่มเน็คไทร์
หลีกไปหลีกไปอย่ากีดทาง

กู เป็นนิสิตนักศึกษา
มหาวิทยาลัยอันกว้างขวาง
ศึกษา สรรพรสมิเว้นวาง
เมืองกว้างช้างหลายสบายดี

กูเป็นนิสิต นักศึกษา
เดินเหินดูสง่ามีราศี
ย่ำค่ำกูจะย่ำทั้งราตรี
กรุง ศรีอยุธยามาราธอน

เฮ้ย กูเป็นนิสิตนักศึกษา
มี สติปัญญาเยี่ยมสิงขร
ให้พระอินทร์เอาพระขรรค์มาบั่นรอน
อเมริกา มาสอนกูเชี่ยวชาญ

กูเป็นนิสิตนักศึกษา
หรูหรา แหลมหลักอัครฐาน
พรุ่งนี้ก็ต้องไปร่วมงาน
สังสรรค์ในระดับปริญญา

ได้ โปรดฟังกูเถิดสักนิด
กูเป็นนิสิตนักศึกษา
เงียบ โว้ย-ฟังกู–ปรัชญา
กูอยู่มหาวิทยาลัย…

…กูอยู่มหาวิทยาลัย
รู้ ไหม เห็นไหม ดีไหม
อีกไม่นานเราก็ต่างจะตายไป
กอบโกยใส่ตัวเองเสีย ก่อนเอย

“กูเป็นนิสิตนักศึกษา” บทกวี โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ ปี 2512

เด็กมัธยมปลายทั้งหลายผู้ใฝ่หาสิ่งที่เดียวกัน ทั้งลูกผู้ลากมากดี ลูกตาสีตาสา หรือนักเรียนทุนกู้ยืมการศึกษา ต่างต้องการเข้าสู่ “มหาวิทยาลัยปิด” อันโอ่โถง เพื่อเป็นบันไดดาวให้เราก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ตลอดเวลา4ปีในช่วงมหาวิทยาลัย ต่างคนต่างแข่งขัน จนบางทีเรามองข้ามความเป็นคนของคนด้วยกัน เหยียบบ่าคนที่อ่อนแอกว่าเพื่อที่จะไปยืนในจุดที่สูงที่สุด

โดยที่หลังจากจบการศึกษาทุกคนต่างวิ่งเข้าสู่ระบบโรงงาน ที่พร้อมจะดูใบเกรดและเกียรตินิยมที่สวยหรู ดูมีค่าไม่ต่างจากใบการันตีพันธุ์ม้าชั้นเลิศหรือใบประกันพันธุ์ของสุนัขสายประกวด

แต่ก็มีหลายผู้ ที่พ่ายแพ้ในสงครามการแย่งชิงพื้นที่ในการผลักดันตัวเองให้สูงขึ้น

หลายคนโชคดี ที่ยังมีกิจการในครอบครัวรองรับ เรียนจบเพียงเพื่อเป็นเกียรติและเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล

แต่หลายคนไม่…. ครอบครัวต้องขายทรัพย์สินมาเพื่อส่งเสียบุตรหลานให้ได้รับการศึกษา หรือเป็นนักเรียนทุนกู้ยืมการศึกษา หลายคนพ่ายชะตาระเห็จระเหินกลับไปที่บ้าน เอาใบปริญญาไปฝาก และพบว่าที่นั่นไม่เหลืออะไรที่เป็นของครอบครัว

สิ่งที่จะเป็น “ลิฟท์”ให้กับการเลื่อนฐานะทางสังคม บางทีอาจไม่ได้ชี้วัดว่า คุณเก่งแค่ไหน? แต่อยู่ที่ว่าคุณเป็นใคร?

หรือตามภาษานักธุรกิจ แบบไทยๆมีคำหรูๆว่า “Know How ไม่สำคัญเท่า Know Who” ในระบอบสังคมที่การอุปถัมภ์กึ่งผูกขาดแบบไทย บางทีพื้นที่ก็เปิดให้เพียงคนบางคน

ใครกำลังหลอกใคร?

ระบบการศึกษากำลังหลอกเรา?

ผู้ใหญ่ที่วางนโยบายการศึกษากำลังหลอกเรา?

หรือว่าเรา….กำลังหลอกตัวเอง?

ลองกลับไปถามตัวเองว่า “ม.ให้อะไร?” ตอนเป็นเด็กเฟรชชี่ปีหนึ่ง

แล้วจะได้ไม่ต้องร้อง “มหาลัย มหาหลอก….” ในวันสุดท้ายที่ก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัย

มหาลัย มหาหลอก
เด็กชายบ้านนอก เด็กหญิงบ้านนา
รํ่า เรียนรู้ในวิชา
แต่จบออกมายังไม่มีงานทํา
ไม่มีงานก็ไม่มีเงิน
ออก เดินเดินเดินยํ่าสมัครงาน
สอบเท่าใดยังสอบไม่ผ่าน
มันหัวปานกลาง เขาเอาแต่หัวดีๆ
มีความรู้สู้เขาไม่ได้
เส้นเล็กเส้นใหญ่เส้นก๋วยจั๊บ ไม่มี
นามสกุลไม่สง่าราศี
เป็นลูกตามีเป็นแค่หลานยายมา

เพลง: มหา’ลัย โดย คาราบาว



Share

Comment viewing options

Select your preferred way to display the comments and click "Save settings" to activate your changes.
Poonna Yospanya
(ปุณณะ ยศปัญญา)

E.51
Poonna Yospanya's picture

ผมไม่แน่ใจนะว่าแนวคิดนั้นเป็นจริงแค่ไหนในสมัยก่อน แต่ส่วนตัวผมคิดว่าในยุคนี้ ความเป็นจริงมันค่อนข้างจะแตกต่างออกไปจากตรงนั้นนะครับ ผมอาจจะมองโลกในแง่ดีเกินไปหน่อย แต่จะมีซักกี่คนกันนะที่คิดว่ามาเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อขึ้นไปอยู่เหนือคนอื่น จะได้กร่างได้หรืออะไรต่างๆ ได้ ผมว่าจริงๆ แล้วในยุคนี้ เราคงไม่ได้เห็นว่าเด็กที่จบมหาวิทยาลัยมาจะเป็นผู้วิเศษต่างจากคนอื่นตรงไหนด้วยซ้ำ มันเป็นเพียงแค่การวางรากฐานในสายวิชาเฉพาะเพื่อเป็นบันไดไปสู่การทำงานในแบบที่เราฝันไว้เท่านั้นเอง หรือสำหรับคนที่ไม่รู้ว่าอยากจะเป็นอะไร มันก็เป็นประตูไปสู่งานที่อาจจะมีผลตอบแทนที่สูงขึ้น (ซึ่งก็ไม่แน่เสมอไป) ซึ่งในแง่นั้นก็ตำหนิไม่ได้ เพราะคนเราก็ต้องขวนขวายเพื่อเลี้ยงตัวเองกันทั้งนั้น

ถ้าเด็กส่วนใหญ่จบมาแล้วมองไม่เห็นหัวคนอื่น คิดว่าข้านี่แหละแน่กว่าใครๆ ผมว่ามหา'ลัยนั้นล้มเหลวในการสอน "คน" แล้วล่ะครับ

zero-x-zero
(อรรถพงษ์ พงษ์สมบูรณ์)

E.63
zero-x-zero's picture

ผมว่าก็ล้มเหลวมาตั้งแต่ก่อนเข้ามหาวิทลัยอยู่บ้างแล้วล่ะครับ (ก็ไม่ใช่ว่าทั้งหมด) แต่ตัวอย่างก็มีให้เห็นทั่วไปตามเว็บดราม่า ที่มักจะเจอดราม่าซึ่งก่อโดยเด็กในวัยเรียน ซึ่งก็ค่อนข้างเป็นตัวอย่างได้บ้าง ว่าถ้าสังคมเรายังไม่แก้ไขกัน ก็ไม่รู้อนาคตของชาติจะพาประเทศดำเนินต่อไปยังไง ก็เห็นด้วยตามที่อ.ปุณณะว่าครับ :) (ดราม่าสดๆร้อนๆก็เรื่องเด็กสวนกุหลาบคลั่งสถาบันนี่ล่ะครับ -*- เฮ้อ อ่านแล้วเหนื่อยใจ จะบอกยังไงให้เด็กเขารู้ตัวดี)